บทที่ 8 ต่างคนต่างเจ็บ

เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน งานหมั้นของแสงเหนือกับเพลงขิมก็มาถึง ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายตั้งใจว่างานแต่งจะให้จัดที่โรงแรมหรูสักแห่ง แต่ถ้าเป็นงานหมั้นก็อยากจะให้จัดที่คฤหาสน์ของตระกูลเลย

งานในวันนี้จึงถูกจัดบริเวณพื้นที่สวนของคฤหาสน์ ซึ่งมีพื้นที่ถูกปูด้วยหญ้าพาสพาลัมไปทั่วบริเวณ ตัดกับหินแผ่นที่วางเป็นทางเดินดูสวยงาม นอกจากนี้สวนของคฤหาสน์ยังถูกตกแต่งด้วยสวนน้ำตกจำลองขนาดใหญ่ มีมุมให้นั่งเล่นจิบชา กาแฟยามบ่าย จึงเหมาะมากที่จะใช้จัดพิธีหมั้นในวันนี้

เดิมทีสวนนี้ก็มีความสวยมาก ๆ อย่างที่บอกอยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นงานหมั้นของลูกชายคนเดียวในตระกูล คุณหญิงบุษบาก็จัดแจงแต่งงานออกมาอย่างหรูหราให้สมกับเป็นหน้าตาของตระกูลใหญ่ แม้จะไม่มีใครรู้จักครอบครัวของเจ้าสาว แต่การที่จัดงานอลังการขนาดนี้ก็เพื่อแสดงให้แขกเหรื่อได้รับรู้ด้วยว่า เพลงขิมนั้นเป็นเจ้าสาวที่พวกเขาภูมิใจมากแค่ไหน

แสงเหนือมาในชุดสูทแบรนด์หรูสีบรอนซ์ทอง ทรงผมที่เคยชอบรวบไว้ครึ่งหัวถูกปล่อยลงมาและเซตอย่างจริงจัง รับกับใบหน้าคมที่วันนี้ออกจะนิ่งเรียบกว่าทุกวัน ทำให้มาดกวนของเขานั้นหายไป กลายเป็นความสุขุมของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ยังคงมีรัศมีความหล่อเปล่งประกายเท่านั้น

ด้านเพลงขิมก็สวยจนโดดเด่นกว่าใครในงาน ผมสีแดงถูกเกล้าไว้และปล่อยเพียงปอยผมที่ถูกม้วนลอนไว้ด้านหน้า เข้ากันดีกับชุดราคาแพงที่ทางคุณหญิงบุษบาจัดการเตรียมให้ ชุดเดรสคอเต่าสีขาว มีชายกระโปรงบานพลิ้วยาวถึงหัวเข่า ประดับด้วยลูกไม้ในบางจุด ทำให้เธอดูเรียบหรูและสวยสง่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“สวมแหวนให้น้องสิลูก” แม่ของฝ่ายชายอย่างคุณหญิงบุษบาเอ่ยออกมาเพื่อเตือนให้ลูกชายของตนนั้นปฏิบัติไปตามพิธีการ

แสงเหนือแม้ไม่เต็มใจนักแต่ก็ยอมทำตามทุกอย่าง เขาบรรจงสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายของมือบาง เพลงขิมเองก็ก้มหัวไหว้เขาด้วยความเต็มใจ ในเมื่อเธอตัดสินใจหมั้นกับเขาแล้ว เธอก็คิดว่าจะพยายามทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ ยิ้มรับในสิ่งที่มันกำลังเกิด อย่างน้อยนี่ก็อาจจะเป็นงานหมั้นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต จึงอยากให้มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้

แต่ในสายตาของแสงเหนือนั้น ไม่ได้เห็นค่าในการกระทำของเธอเลย ซ้ำยังคิดไปเองอีกด้วยว่าเธอนั้นดูจะอยากหมั้นเสียเต็มประดา ทั้งที่ตอนแรกยังตั้งท่าว่าจะปฏิเสธให้ได้

แสดงเก่ง!!

เนื่องจากพิธีการสวมแหวนนั้นได้จัดบริเวณโถงในตัวบ้าน หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีนั้นก็ทยอยออกไปที่สวน ซึ่งทางครอบครัวฝ่ายชายตั้งใจจัดไว้เพื่อเป็นการกินเลี้ยงร่วมกับทุกคนภายในงาน ไม่ต่างจาก After party นั่นเอง

แสงเหนือกับเพลงขิมที่วันนี้ยังไม่พูดไม่จากันสักคำก็แยกย้ายเช่นกัน ต่างคนต่างก็ไปอยู่กับเพื่อนของตนเอง จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่ช่วงเย็นของวันนั้น ผู้คนที่มาร่วมยินดียังคราคร่ำในงานเลี้ยง มีเสียงดนตรีสดจากนักดนตรีบนเวทีที่เล่นคลอไปเรื่อย ๆ ในบางช่วงก็จะมีพิธีกรคอยสร้างสีสันให้ผู้คนบนเวทีด้วยเช่นกัน

ทุกอย่างเหมือนจะดำเนินไปอย่างมีความสุข หากแต่หน้าหญิงสาวในยามที่อยู่กับเพื่อนสนิทนั้นไร้รอยยิ้ม เพราะเธอไม่ต้องปั้นหน้าและสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

“สวยขนาดนี้ แต่หน้าบูดเป็นตูดลิงเลยนะแก” เสียงเจตต์เอ่ยกับเพื่อนสาว พร้อมกับผ้าแพรที่พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

“ฉันตัดสินใจถูกใช่ไหมวะพวกแก”

“แกทำเพื่อพ่อนี่ มันก็ต้องเป็นการตัดสินใจที่ถูกแหละ”

“จริงของนังเจตต์ สู้นะเว้ยขิม ฉันไม่รู้หรอกนะว่าวันหนึ่งแกกับพี่เขาจะรักกันได้ไหม พี่เขาจะยอมหยุดเพื่อแกในสักวันหรือเปล่า แต่ฉันเชื่อว่าวันหนึ่งมันจะต้องดีขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแหละ”

ร่างบางเจ้าของชุดสวยในวันนี้พยักหน้าตอบรับเพื่อน แต่สีหน้าก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร เธอรู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดที่เพื่อนปลอบออกมา มันไม่น่าจะมีวันเป็นไปได้เลย

และระหว่างที่ทั้งสามคนนั่งพูดคุยกันอยู่นั้น พลันเสียงดังโหวกเหวกก็ดังขึ้นบริเวณสวนที่จัดงาน เรียกความสนใจ และความตกใจให้กับทุกคน เพราะหลังจากเสียงที่ดังโหวกเหวกนั้น มันก็ตามด้วยเสียงพูดใส่ไมค์ของคนคนหนึ่ง ซึ่งเพลงขิมจำได้ดีว่าเป็นเสียงของใคร

“ทุกท่านทราบไหมครับ ว่าทำไมตระกูลของผมถึงมีงานหมั้นนี้เกิดขึ้น…”

“เฮ้ย!! ใครก็ได้ไปตามการ์ดมาเอาตัวไอ้เหนือลงจากเวทีหน่อย มันเมามากแล้ว” เสียงบรรดากลุ่มเพื่อนของแสงเหนือเอ่ยกับพนักงานที่ให้การดูแลภายในบริเวณนั้นอย่างร้อนใจ

นอกจากนี้ยังมีพิธีกรบนเวทีที่ถูกแย่งไมค์ไปจากมือ คอยขอร้องให้แสงเหนือหยุดการกระทำนี้ด้วย เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้ เนื่องจากแสงเหนือเมา และใช้กำลังขัดขวางเขาที่คอยห้ามอยู่ อีกทั้งยังเป็นคนที่ถูกจ้างมาเท่านั้น จึงไม่ได้มีอำนาจและไม่กล้ากระทำอุกอาจต่อผู้ว่าจ้างเช่นกัน

“…ก็เพราะพ่อของคู่หมั้นผมนั่นไงครับ ที่สร้างเรื่องจนเป็นหนี้บริษัท แล้วพยายามเอาลูกสาวมาขัดดอก แผนการชั่ว ๆ ที่ต้องการหาผัวรวย ๆ ให้ลูกสาวมันแยบยลจนผมต้องปรบมือให้เลย” แสงเหนือพูดต่อพลางปรบมือไปด้วยอย่างประชดประชัน ยิ่งเห็นว่าเพลงขิมวิ่งมาถึงหน้าเวทีแล้วก็ยิ่งแสยะยิ้มเหยียดหยามส่งไปให้เป็นการใหญ่

แต่ใช่ว่าคนอย่างเพลงขิมจะอยู่เฉย เมื่อเธอคว้าแก้วไวน์จากบริกรแถวนั้นเดินขึ้นเวทีไปอย่างรวดเร็วทันที

ซ่า~

ไวน์แดงสีเข้มถูดสาดใส่หน้าคู่หมั้นของตนอย่างจัง เป็นผลให้แสงเหนือชะงักไปเล็กน้อยที่เธอกล้าทำถึงขั้นนี้ มือหนาปาดไวน์ออกจากใบหน้าหล่ออย่างลวก ๆ ด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น ก่อนส่งสายตาคมดุไปจ้องเพลงขิม ที่ก็ยืนจ้องเขากลับไม่วางตาเช่นกัน

หญิงสาวรู้ดีว่าเรื่องนี้พ่อเธอเป็นคนผิด ที่กระทำทุจริตต่อบริษัทของครอบครัวเขา แต่เธอก็รับไม่ได้ที่จะต่อว่าพ่อของเธอต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ยิ่งเห็นพ่อของตนที่ยืนนิ่งเงียบตัวชาอยู่เธอก็ยิ่งเสียใจ

พ่อเธอแค่เลือกทางผิด และเขาก็สำนึกในสิ่งที่เขาทำมากพอแล้ว ถึงขนาดยอมให้ลูกรักของตนมาหมั้นหมาย และแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักได้ เธอจึงไม่คิดยอมให้ใครมาหยามเกียรติพ่อของเธอไปมากกว่านี้อีก

คิดได้อย่างนั้นเพลงขิมก็หลุบตามองไมค์ในมือของแสงเหนือ ก่อนจะหันไปหยิบไมค์ที่วางอยู่ตรงโซนของนักดนตรีบนเวทีมาถือบ้างเช่นกัน

เธอเดินกลับไปประจันหน้ากับแสงเหนืออีกครั้ง มือบางยกไมค์ขึ้นจ่อปากสวย แสงเหนือที่เห็นอย่างนั้นก็หรี่ตามองเธออย่างสงสัยและท้าทายอยู่ในที

“นายบอกว่าพ่อของฉันวางแผนจับผู้ชายรวย ๆ ให้ลูกสาวงั้นเหรอ…”

“…”

“…ฉันว่านายเข้าใจอะไรผิดไปนะ นายไม่ได้รวยเสียหน่อย มีอะไรที่นายสร้างมาด้วยตนเองบ้าง ถ้ารวยด้วยบารมีของพ่อแม่ก็อย่าทำมาอวดไปหน่อยเลย”

ประโยคนั้นแทงใจแสงเหนืออย่างจัง เขายืนกำหมัดแน่นตัวสั่นเทิ้มอย่างทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ เพราะคนตรงหน้าเป็นหญิงสาว จะให้พ่นคำพูดเจ็บ ๆ ใส่เธออีก ตอนนี้ก็กลับตื้อจนพูดอะไรต่อไม่ออก กระทั่งเขาคิดทำอะไรบางอย่างได้ขึ้นมา ภายในอารมณ์โมโหชั่ววูบนั่น

พรึ่บ

ต้นคอของร่างบางตรงหน้าถูกเขารั้งเข้าหาตัวเอง จนร่างกายแนบชิดติดกัน แสงเหนือก้มลงมาบดจูบเธออย่างรุนแรง ใส่ความโกรธทั้งหมดที่มีกับเรียวปากบาง ไม่ใช่เพราะอยากจูบ แต่เพราะต้องการให้เธออับอายไม่ต่างจากเขาก็เท่านั้น

“อื้ออ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป